| 個人檔案Mein Platz部落格清單 | 說明 |
|
10月29日 [How To] Space Headerสิ่งที่ต้องใช้
- Custom HTML (ที่ใช้ทำ Counter (ไม่ใช่ SandBox นะเพื่อนซัน ใช้อันนี้ดีกว่า))
- Layout แบบ 3 คอลัมน์ (ซ้าย กลาง ขวา)
- ภาพ Header ขนาด ยาว 984 px กว้างเท่าไหร่ก็ได้ (เอาไปฝากตามเว็บ แนะนำ www.photobucket.com)
วิธีทำ
1. เปลี่ยน Layout ของ Space ให้เป็นแบบ 3 คอลัมน์
2. ลาก Custom HTML ไปที่คอลัมน์ขวาสุด แล้วลากไปวางด้านล่างสุด
3. ใส่ Code ดังนี้
<pre></pre><tbody><table></table></tbody><pre>
</pre><div><td><tr></div> <div align=center><img src="URL/Link ของภาพ Header"></div> 4. เสร็จ
ปล. ถ้าอ่านแล้วทำไม่ได้หรือไม่เข้าใจก็ Comment ไว้ จะมาอธิบายทีหลัง 7月9日 Meine böse Firma
Ich habe mich entschieden, dies auf Deutsch zu schreiben,
weil ich wollte, dass niemand an meiner Firma gewusst hat,
was ich über die Firma gedacht habe (aber ich wollte es wirlich sagen). Das schlimme Ding hier ist, dass ich zuerst gedacht habe,
dass diese Firma eine gute war.
Sie ist eine Tochtergesellschaft von einen der großten Lokalisationfirmen,
die viele Tochtergesellschaften weltweit hat und der Chef hat mir garantiert,
als ich das Gespräch mit ihm hatte,
dass es noch guter Berufgelegenheit für mich gab,
weil diese Firma neulich angefangen hatte.
Aber ich weiß jetzt, dass es nicht so einfach ist.
Warum?
weil die Firma neu ist, deshalb sie noch klein ist,
und deshalb es keine freie höhere Arbeitsstelle gibt.
Außerdem ist dieser Job sehr langweilig und nicht so herausfordern, wie er mir gesagt hat.
Bei der Arbeit, sagt niemand zu den anderen - nur etwas über die Arbeit.
Die Ruhe ist so laut, dass ich es fast nicht mehr ausstehen kann.
Das schlimmere Ding ist Mittagessen.
Man muss zusammengehen und zusammenessen
(nein, nicht "muss" - nicht so schlimm, sondern "SOLL").
Die Chefin und ihre Freudin handeln sich wie Idiote - Keine Idee wohin zu gehen oder was zu essen.
Die Chefin fragt, als ob es viele freie Sizte in den Restaurants gäbe,
so dass wir wählen könnten, wohin zu gehen und was zu essen.
Nun möchte ich nicht wissen, was der Schlimmste ist.
Ich hoffe, dass ich bald diesen Job aufgeben kann. 7月5日 His(S)tory : El Nino
Fernando José Torres Sanz หรือ Fernando Torres
เกิดเมื่อ 20 มีนาคม 1984 ที่เมือง Fuenlabrada ใกล้กับ Madrid
เป็นเจ้าของสถิตินักเตะที่อายุน้อยที่สุดที่ลงสนามให้ Atlético Madrid
และเป็นกัปตันทีมที่อายุน้อยที่สุดด้วยอายุเพียง 19 ปี
ส่วนชื่อเล่น El Nino (The Kid) นั้นได้มาจากใบหน้าละอ่อนของเขานั่นเอง
ปัจจุบันนี้ Torres ยิงให้กับทีมตราหมีไปแล้ว 75 ประตู จาก 5 ฤดูกาล
มีเพียง Samule Eto’o และ David Villa เท่านั้นที่ยิงได้มากกว่าในระยะเวลาเท่ากัน
ในปี 1994 ด้วยอายุเพียง 10 ปี
Torres ยิงไป 55 ประตูในฤดูกาลแรกที่เขาเล่นให้กับทีม Rayo 13
ทำให้คว้าสิทธิ์ไปทดสอบฝีเท้ากับ Atlético Madrid
และย้ายเข้ารัง Atlético Madrid ในปี 1995
หลังจากใช้เวลาไม่กี่ฤดูกาลในการพัฒนาฝีเท้า
เขาก็คว้าแชมป์รายการเยาวชนในปี 1998
ซึ่ง Atlético Madrid ส่งทีมชุดอายุต่ำกว่า 15 ปี
เข้าแข่งขันในรายการ Nike Cup Europe ร่วมกับทีมเยาวชนของสโมสรอื่นๆ
เช่น Real Madrid, Barcelona, Milan, Manchester United และ Juventus
โดยที่ Torres เป็นดาวเด่นประจำรายการและได้รับเลือกเป็นนักเตะยอดเยี่ยมของยุโรปในรุ่นอายุนั้น
ในปี 1999 Torres ตกลงเซ็นสัญญาฉบับแรกกับสโมสร
จากนั้นในปี 2000 เขาประสบอาการบาดเจ็บเนื่องจากขาหัก
และไม่ได้ลงเล่นอีกเลยจนถึงเดือนธันวาคม
ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2001
Torres คว้าแชมป์รายการ Algarve Tournament ร่วมกับทีมชาติสเปนชุดอายุต่ำกว่า 16 ปี
จากนั้นในเดือนพฤษภาคม ทีมสเปนชุดนั้นเข้าร่วมและชนะเลิศการแข่งขันรายการ
2001 UEFA European Under-16 Football Championship
โดย Torres ยิงประตูโทนในนัดชิงชนะเลิศและได้เป็นดาวซัลโวสูงสุดในรายการนั้น
ด้วยการยิง 7 ประตูใน 6 นัด และได้รับเลือกให้เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำรายการ
ช่วงปลายฤดูกาล 2000-01 Torres ได้รับโอกาสให้ลงสนามให้กับทีมชุดใหญ่
ของ Atlético Madrid เป็นนัดแรกในวันที่ 27 พฤษภาคม 2001 ที่สนาม El Calderón
ในนัดที่พบกับ Leganés และทำประตูแรกให้กับสโมสรได้ในสัปดาห์ต่อมาในเกมกับ Albacete
ฤดูกาล 2001-02 Atlético Madrid ได้กลับมาเล่นใน La Liga อีกครั้ง
แต่กลับเป็นฤดูกาลที่ไม่ค่อยดีนักสำหรับเจ้าหนู Torres วัย 17 ปี
เขาทำได้เพียง 6 ประตูจากการลงสนาม 36 นัด ใน Segunda Divisón
ในเดือนพฤศจิกายน Torres ติดทีมชาติสแนไปร่วมแข่งขัน
รายการ 2001 FIFA U-17 World Championship
และยิงประตูโทนในนัดชิงชนะเลิศอีกครั้งและคว้าตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยม
และพ่วงตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดจากการทำ 4 ประตูใน 4 นัด
ในปี 2002 Atlético Madrid หวนคืนสู่ลีกสูงสุดอีกครั้ง
แต่ฤดูกาลแรกในลีกสูงสุดสำหรับ Torres กลับไม่ได้ยากลำบากกว่าการเล่นในลีกรองแม้แต่น้อย
โดยเขายิงไป 13 ประตู ช่วยให้ทีมจอดป้ายที่อันดับ 12
และเขาถูกเรียกติดทีมชาติชุดอายุต่ำกว่า 21 ปี
ฤดูกาล 2003-2004 Torres พัฒนาฝีเท้าอย่างก้าวกระโดดด้วยการยิง 19 ประตู
จากการลงสนามเพียง 35 นัด และทำสถิติเป็นกัปตันทีม Atlético Madrid
ที่มีอายุน้อยที่สุดด้วยอายุเพียง 19 ปี ในปีนี้ทีมตราหมีของเขาก็ทำผลงานได้ดีขึ้นเช่นกัน
แต่กลับพลาดสิทธิ์การไปเล่นฟุตบอล UEFA Cup ในนัดสุดท้ายของฤดูกาล
โดยทีมรั้งอันดับ 7 ของตารางตามหลัง Sevilla
ด้วยประตูได้เสียจากกฎ head-to-head (2-1 และ 0-2)
ในฤดูกาลนี้ Torres ติดทีมชาติสเปนชุดใหญ่ในวันที่ 6 กันยายน 2003
ในเกมกระชับมิตรกับโปรตุเกส ประตูแรกในนามทีมชาติของเขาเกิดขึ้น
ในนัดที่พบกับอิตาลีในวันที่ 28 เมษายน 2004
ช่วงจบฤดูกาลเขาถูกเรียกติดทีมชาติสเปนชุด Euro 2004
โดยในสองนัดแรกของรอบแบ่งกลุ่มเขาถูกเปลี่ยนตัวลงไปในช่วงท้ายเกมเท่านั้น
แต่ในนัดชี้ชะตากับโปรตุเกสเขากลับได้ลงเป็น 11 ตัวจริง
เขายิงชนเสาในนาทีที่ 62 หลังจากที่ Nuno Gomes
ยิงให้โปรตุเกสขึ้นนำในนาทีที่ 57 และสเปนพ่าย 0-1
อันดับ 7 ของ Atlético Madrid ทำให้พวกเขาได้สิทธิ์ไปเตะ Intertoto Cup
และเป็นการลงเล่นรายการสโมสรยุโรปครั้งแรกของ Torres
พวกเขาทะลุถึงรอบชิงชนะเลิศแต่ต้องพ่ายต่อ Villarreal ในการดวลจุดโทษ
ในฟุตบอลโลกนัดแรกของเขาเมื่อปี 2006 ที่เยอรมนี
Torres ยิงประตูสุดท้ายในนัดที่ชนะยูเครน 4-0
และในรอบแบ่งนัดที่สองที่พบกับตูนีเซีย
เขาเหมาคนเดียวสองลูกในนาทีที่ 76 และ 90
จากนั้นเขาหลุดจากทีมชาติในนัดกระชับมิตรกับโรมาเนีย
ในเดือนพฤศจิกายน 2006 และกลับมาติดทีมชาติอีกครั้ง
ในเกมกระชับมิตรกับอังกฤษในเดือนกุมภาพันธ์ 2007
ซึ่งสเปนเอาชนะไปได้ 1-0
ในปี 2007 นี้เป็นอีกปีที่ Atlético Madrid ไม่สามารถแย่ง
ชิงสิทธิ์ไปเล่น UEFA Cup ได้ ทำให้ Torres
ตกเป็นที่หมายตาของ 4 ทีมใหญ่จากเมืองผู้ดี
ทั้ง Arsenal, Chelsea, Liverpool และ Manchester United
โดยมีรายงานข่าวช่วงปิดฤดู 2006-07 ว่าเขาตกเป็นเป้าหมายหลักของ Liverpool
จากนั้นประธานสโมสร Atlético Madrid ออกมาสยบข่าวดังกล่าว
ด้วยการประกาศว่ายังไม่เห็นข้อเสนอขอซื้อตัวจาก Liverpool หรือทีมอื่นๆ เลย
แต่หลังจากนั้นเพียงอึดใจกลับมีรายงานข่าวล่ามาแรงว่า Atlético Madrid
ตกลงรับข้อเสนอของ Liverpool เรียบร้อยโรงเรียนสเปนแล้ว
โดยข้อเสนอคือ 20 ล้านปอนด์ โดยมี Luis Garcia เป็นส่วนหนึ่งของสัญญา
จากนั้นในวันที่ 30 มิถุนายน Atlético Madrid แถลงข่าวข้อตกลงกับ Villarreal
ในการซื้อตัว Diego Forlán ซึ่งถูกคาดหมายว่าจะมาเป็นตัวตายตัวแทนของ Torres
ในวันที่ 2 กรกฎาคม มีรายงานว่า
Torres บินกลับจากพักร้อนเร็วขึ้นและบินกลับสเปนเพื่อจัดการเรื่องการย้ายทีม
รุ่งขึ้น Torres ผ่านการตรวจร่างกายของ Liverpool
และประกาศว่าจะมีการอำลาแฟนบอลทีมที่ Madrid ในวันที่ 4 กรกฏาคม
หลังจากนั้น Atlético Madrid ออกมายืนยันการย้ายทีมของ Torres
ผ่านทางเว็บไซต์ของสโมสร
Torres จะสวมเสื้อหมายเลข 9
ซึ่งเป็นซิมใหม่เบอร์เดิมของนักเตะระดับตำนานของหงส์แดง
อย่าง Robbie Fowler และ Ian Rush
โดยค่าตัวของเขาได้รับการเปิดเผยในการแถลงข่าวว่า
อยู่ที่ 30 ล้านยูโร (ประมาณ 20.2 ล้านปอนด์)
และอาจเพิ่มเป็น 40 ล้านยูโร (26.5 ล้านปอนด์)
โดยขึ้นอยู่กับฟอร์มการเล่นของนักเตะเอง
และมีรายงานจาก The Times ว่า Torres ยอมลดค่าเหนื่อย
ที่ปกติรับจาก Atlético Madrid สัปดาห์ละ 103,000 ปอนด์
เหลือ 90,000 ปอนด์ เพื่อมาเป็นสมาชิกใหม่ของหงส์แดง
5月29日 Congratulationsขอแสดงความยินดีกับเพื่อนแก้ว เพื่อนบัว และเพื่อนอิ่ม ที่ผ่านรอบ Final ของ JALways
ขอให้ทุกคนผ่านการตรวจร่างกาย และผ่านการเทรน(ได้ข่าวว่าโหด) ไปได้ด้วยดี 5月26日 ความเชื่อศิลปิน : บอดี้สแลม (Bodyslam) มันเกือบจะล้มมันเหนื่อยมันล้าเหมือนแทบขาดใจ เดินมาจนท้อไม่เจอจุดหมายปลายทางที่ฝัน จะกลับได้ไหมถ้าเดินต่อไปยากเย็นขนาดนั้น ยังถามใจ ตลอดชีวิตฉันเจอในสิ่งที่คิด หรือมันจะเป็นอะไรที่ผิด และฉันเองที่หลงทาง ชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝัน หกล้มคลุกคลานเท่าไหร่ มันจะไปจบที่ตรงไหน เมื่อเดินเท่าไหร่มันก็ไปไม่ถึง เดินต่อช้าๆไม่อยากปล่อยฝันให้มันหลุดมือ ที่สั่งให้ฉันไปต่อก็คือความเชื่อเท่านั้น แค่ในวันนี้เรี่ยวแรงยังเหลือก็ยังต้องฝัน ต้องก้าวไป ตลอดชีวิตฉันเจอในสิ่งที่คิด แม้ไม่ว่ามันจะถูกหรือผิด จะขอทำสุดหัวใจ ชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝัน หกล้มคลุกคลานเท่าไหร่ มันจะไปจบที่ตรงไหน แต่จะยังไงก็ต้องไปให้ถึง ที่สุดถ้ามันจะไม่คุ้ม แต่มันก็ดีที่อย่างน้อย ได้จดจำว่าครั้งนึงเคยก้าวไป แค่คนที่เชื่อในความฝัน จะเหน็ดจะเหนื่อยก็ยังต้องเดินต่อไป ฉันท้อแท้สักกี่ทียังมีหวัง แม้พลาดพลั้งสักกี่ครั้งยังฝันไกล แม้ฉันล้มฉันก็คงไม่ตาย ฉันยังไม่ตาย ฉันยังคงหายใจ 4月11日 คุณทราบหรือไม่ว่า......คำว่า dreamt เป็นคำเดียวในภาษาอังกฤษที่ลงท้ายด้วยตัวอักษร mt
...คำว่า fortnight ที่แปลว่าสองสัปดาห์ มาจากคำว่า fourteen nights
...เพลง Happy Birthday To You เป็นเพลงแรกที่ถูกร้องในอวกาศ
เพลงนี้ถูกร้องโดยเหล่านักบินอวกาศของยานอพอลโล 9 เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 1969
...คำว่า rhythms เป็นคำที่ยาวที่สุดในภาษาอังกฤษที่ไม่มีสระ
...คำว่า taxi สะกดแบบเดียวกันในภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน สวีเดน โปรตุเกส และดัตช์
...111,111,111 x 111,111,111 = 12,345,678,987,654,321
...ชาร์ลี แชปลิน เคยได้รางวัลที่สามในการประกวดแต่งกายเหมือนชาร์ลี แชปลิน
...การเคี้ยวหมากฝรั่งช่วยไม่ให้น้ำตาไหลระหว่างหั่นหัวหอม
...กฎหมายของชิคาโกห้ามรับประทานอาหารในที่ที่กำลังเกิดไฟไหม้
...เพชรไม่ถูกกัดโดยกรด มีเพียงความร้อนที่สูงมากเท่านนั้นที่ทำลายเพขรได้
...จิงโจ้จะไม่กระโดดจนกว่าหางของมันจะแตะพื้น
...การอดนอนทำให้ตายเร็วกว่าการอดตาย เราสามารถอดอาหารได้ 2-3 สัปดาห์
แต่สามารถอดนอนได้เพียง 10 วัน
...หมีขั้วโลกถนัดซ้าย
...นีล อาร์มสตรองก้าวลงเหยียบดวงจันทร์ด้วยเท้าซ้าย
...หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศเยอรมันมีเครื่องบินมากกว่าตอนสงครามเริ่ม
...แฮมสเตอร์กระพริบตาทีละข้าง
...ความร้อนจะอยู่ในอากาศชื้นมากกว่าอยู่ในอากาศแห้ง
ดังนั้นเวลากลางคืนของเขตร้อนชื้นจึงร้อนและเวลากลางคืนในทะเลทรายจึงหนาว
...ม้าสามารถยืนหลับได้
...ถ้าเราถูกขังอยู่ในห้องที่ปิดสนิท เราจะตายเพราะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
ก่อนที่เราจะตายเพราะขาดอากาศหายใจ
...การเคี้ยวกะหล่ำปลีหรือผักสลัด ให้พลังงานน้อยกว่าพลังงานที่ต้องใช้เคี้ยวเสียอีก
...ถ้าเราพับครึ่งกระดาษ A4 จำนวน 44 ครั้ง มันจะสูงถึงดวงจันทร์
...เราไม่สามารถพับครึ่งกระดาษได้เกิน 7 ครั้ง
...ที่ประเทศอัลแบเนีย การพยักหน้าแปลว่า "ไม่" ส่วนการส่ายหน้าแปลว่า "ใช่"
...เราไม่มีทางลืมตาขณะจามได้
...จากัวร์กลัวสุนัข
...มาร์ค ทเวน เป็นคนแรกที่แต่งนวนิยาย(เรื่อง Tom Sawyer)โดยใช้เครื่องพิมพ์ดีด
...ผู้ชายฆ่าตัวตายมากกว่าผู้หญิง 3 เท่า แต่ผู้หญิงพยายามฆ่าตัวตายมากกว่าผู้ชาย 2-3 เท่า
...หูข้างขวาของคนส่วนใหญ่ได้ยินชัดกว่าหูข้างซ้าย
...มูฮัมหมัด เป็นชื่อที่ใช้มากที่สุดในโลก
...เกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ของการปล้นธนาคารเกิดขึ้นในวันศุกร์
...โดยเฉลี่ย คนอเมริกันใช้เวลารอสัญญาณไฟจราจรทั้งชีวิตเป็นเวลา 6 เดือน
...โดยเฉลี่ย คนถนัดขวาจะมีอายุยืนกว่าคนถนัดซ้าย 9 ปี
...เราไม่สามารถใช้ลิ้นเลียข้อศอกได้
...75 เปอร์เซ็นต์ของคนที่อ่านข้อความข้างบนพยายามใช้ลิ้นเลียข้อศอกตัวเอง
...รถสีแดงเกินอุบัติเหตุมากที่สุด
...การสะสมสแตมป์เป็นงานอดิเรกที่ได้รับความนิยมสูงสุด
และคุณทราบหรือไม่ว่า...
...85.7 เปอร์เซ็นต์ของสถิติเป็นเรื่องโกหก 3月28日 เรื่องของเฮียมู Jose Mourinho (โปรดอ่านอีกครั้ง)ช่วงนี้ฟุตบอลพรีเมียร์ ลีก กำลังเดินทางมาถึงช่วงสำคัญ
การขับเคี่ยวแย่งแชมป์ในตอนนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด เหลือผู้ถ้าชิงแค่เพียงทีมเดียว
คือ เชลซี
เชลซีในยุคของเฮียมู หรือ จ่ามู หรือ Jose Mourinho ดูจะดีขึ้นผิดหูผิดตา
ด้วยบุคลิกที่ไม่เหมือนใคร และลักษณะนิสัยที่ไม่มีใครเหมือน
ทำให้เฮียมูไม่ค่อยมีใครคบสักเท่าไหร่
แต่ในเรื่องของมันสมองอันยอดเยี่ยม และความละเอียดในการวางแผน
เฮียมูก็เป็นที่ยอมรับนับถืออยู่ไม่น้อย
Jose Mourinho
พอพูดถึง Mourinho ก็ให้นึกถึงเรื่องของแกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว
จริงๆ มันเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในกีฬาฟุตบอล
หรือถ้าจะให้ถูก
มันเป็นธรรมชาติของคนทุกคนนั่นแหละ
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2006
เกมพรีเมียร์ชิพระหว่างเชลซีและลิเวอร์พูล
เชลซีไล่ยิงลิเวอร์พูลครึ่งละลูก
จาก Williams Gallas ในนาทีที่ 35
และ Hernan Crespo ในนาทีที่ 68
ถึงตรงนี้ เมื่อดูจากรูปเกมและสกอร์
เชลซีชนะใส
แต่ลูกทีมของจ่ามูยังบุกไม่ถอย
จนมาถึงนาทีที่ 82
Jose Reina ผู้รักษาประตูของลิเวอร์พูลที่ทะเล่อทะล่าออกมาตัดบอลพลาด
จนต้องจบด้วยการทำฟาวล์ Eidur Gudjohnsen ศูนย์หน้าเชลซี(ในขณะนั้น)
Arjen Robben ไม่พอใจที่โอกาสทำประตูของพวกเขาถูกทำลาย
เดินเข้าไปต่อว่า Reina (เป็นภาษาอะไรก็ไม่รู้)
ทำให้ผู้รักษาประตูชาวสเปนรายนี้ทนไม่ไหว
และผลักหน้า Robben
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ Robben ลงไปนอนกองกับพื้น
แบบที่ราฟาให้สัมภาษณ์หลังเกมว่า
"...when the player went down,
it looked as though he would spend a week in the hospital"
แน่นอน มันเป็นการกระทำที่สมควรโดนลงโทษสำหรับพฤติกรรมของ Reina
และแน่นอน มันเป็นการตบตากรรมการที่แนบเนียนของ Robben
หลังจากเกมนั้น Robben ได้รับฉายาว่า A play-actor จากสื่อมวลชน
เพราะนักเตะรายนี้แสดงความสมารถด้านการแสดงให้เห็นอยู่บ่อยครั้งในสนาม
หลังเกมเฮียมูไม่ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้
แถมยังคุยโวโอ้อวดตามประสาอีกต่างหาก
หลังจากนั้น 17 วัน
22 กุมภาพันธ์ 2006
เชลซีเปิดบ้านต้อนรับบาร์เซโลน่าจากสเปน
เกมนี้มีเฮตั้งแต่ต้นเกม
นาทีที่ 37 Asier del Horno แบ็กซ้ายของเชลซี(ในขณะนั้น)
อัด Lionel Messi ที่แตะบอลหลบ Robben
![]() มันเป็นการฟาวล์ที่ชัดเจน
แม้อาจมองได้ว่า del Horno ไม่ได้เจตนา
อย่างไรก็ตาม del Horno ถูกไล่ออก
จบเกมบาร์เซโลน่าบุกมาชนะถึงถิ่น 2-1
หลังเกมเฮียมูไม่รอช้า
ให้สัมภาษณ์วิจารณ์พฤติกรมของ Messi โดยการถามว่า
"How do you say cheating in Catalan?"
หรือ
"ภาษาคาตาลันคำว่าโกงพูดว่าไงวะไอ้หนู"
และ
"Barcelona is a cultural city with many great theatres
and this boy has learned very well. He's learned play-acting."
ฟุตบอลก็แบบนี้แหละจ่ามู
ความผิดคนอื่นเท่าภูเขา ความผิดเราเท่าขี้ตา
ตอนทำคนอื่นน่ะไม่รู้หรอก
แต่พอถูกทำบ้าง เดือดร้อนจะเป็นจะตาย!!! 3月13日 ใครซักคนเขียนไว้ (เลยไปขโมยมา)Was versthet ihr unter Leben?
Das Leben der Menschen ist wie Fußball:
Wenn man den Ball auf den Boden wirft oder gegen die Wand schießt,
dann kommt er immer wieder zurück.
Wenn man den Ball leicht wirft oder schießt,
kommt er leicht zurück.
Wenn man den Ball mittelstark tritt,
kommt er mittelstark zurück
und wenn man den Ball stark wirft oder schießt,
kommt er stark zurück.
Dies ist vergleichbar mit unseren Taten:
Wenn man Gutes tut, z.B. hart arbeitet,
dann bekommt man gute Ergebnisse zurück.
Alle guten Dingen kommen wieder zurück. 10月25日 ลิเวอร์พูล อู อูช่วงนี้ฟอร์มหงส์แดงไม่ค่อยจัดจ้าน หลังจากแพ้นอกบ้านหลายนัด ทำให้อาจถูกตัดออกจากทีมเต็ง
เหล่ากูรูบอกว่าระบบหมุนเวียนนักเตะหรือโรเตชั่น มันคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ทีมหลุดฟอร์มเก่ง
แต่ราฟาบอกว่ามันต้องใช้เวลา วอนแฟนๆ อย่าเพิ่งด่า วอนนักเตะอย่าเพิ่งเซ็ง
ของแบบนี้ต้องดูกันนานๆ ป๋าขอสาบานว่าป๋าทำไงเจง เจ้ง
ตอนนี้กลายเป็นทีมคนพิการ ไม่มีนักเตะให้ใช้งาน เพราะพากันบาดเจ็บ
คืนนี้เตะคาร์ลิ่ง คัพ ฟาวเลอร์ได้ฤกษ์ใส่สนับ เตรียมกลับมาโชว์สเต็ป
ดูเด็คก็นั่งสำรองต่อไป แทบจะทนไม่ไหว เพราะนั่งนานจนเป็นเหน็บ
นัดนี้ได้เล่นในบ้าน ถ้าเครื่องจักรสีแดงไม่ทำงาน คงหน้าแหกไม่ต้องเย็บ 8月26日 จอมโหด Thatcherเมื่อนักกีฬาจงใจทำร้ายคู่ต่อสู้
นักกีฬาคนนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับอาชญากร
![]() Ben Thatcher ปราการหลังของทีมเรือใบสีฟ้า Man City
อดีตสมาชิก Crazy Gang ทีมจอมโหด Wimbledon
ปีนี้อายุก็ปาเข้าไป 31 แล้ว
แต่ความเหี้ยมโหดยังไม่ลดลงแม้แต่น้อย
ล่าสุด เมื่อวันที่ 23 ที่ผ่านมา
นัดที่ Man City เจอกับ Portsmouth
ไอ้สัตว์ร้าย Thatcher ก็ก่อเรื่องอีก
ในจังหวะที่ Pedro Mendes กำลังวิ่งเข้าหาบอลพร้อมกับ Thatcher
Mendes ถึงบอลก่อน
และในวินาทีต่อมานั้นเองที่ Thatcher แสดงสันดานดิบของตัวเองออกมา
มันชักศอกเข้าที่กรามซ้ายของเพื่อนร่วมอาชีพ
โดยที่อีกฝ่ายไม่ทันระวังตัว
ส่ง Mendes ลงไปนอนตาลอยหมดสติอยู่ข้างสนาม
ส่วนตัวเองโดนแค่ใบเหลือง
![]() ![]() หลังจากหยุดเกมเพื่อปฐมพยาบาลได้ไม่กี่นาที
หน่วยแพทย์ต้องใช้หน้ากากออกซิเจนกับ Mendes ที่กำลังหมดสติ
ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาล
โชคยังดีที่ตอนนี้อาการปลอดภัย
และแพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Thatcher เจตนาทำร้ายคู่ต่อสู้
ย้อนกลับไปเมื่อ 2000
สมัยยังเล่นให้กับ Wimbledon
มันชักศอกใส่ Nicky Summerbee ผู้เล่น Southampton
จนถูกแบน 2 นัด
และยังมีอีกหลายครั้งจนนับไม่ถ้วน
![]() ฟุตบอลเป็นกีฬาที่ปะทะกันอยู่ตลอดเวลา
มีเพียงความเป็นสุภาพบุรุษของนักเตะเท่านั้น
ที่จะช่วยลดความดุเดือดในสนามได้
แต่เมื่อมีอาชญากรอยู่ในสนามแบบนี้
เราก็ได้แต่หวังว่า
จะไม่มีเรื่องเศร้าเกิดขึ้น 5月15日 Walk on, walk on, with hope in your heart.แชมป์ FA Cup สมัยที่ 7 ของลิเวอร์พูล
ได้มาจากการตกเป็นรองถึง 2 ครั้ง
สุดท้าย สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด ซัดเต็มข้อจากนอกกรอบ ต่ออายุให้หงส์แดง
และชนะในการดวลจุดโทษในที่สุด
แย่งแชมป์มาจากเวสต์ แฮมได้ราวปาฏิหาริย์
เอ...จะเรียกว่าปาฏิหาริย์ได้มั้ยนะ
ดูนัดชิงนัดนี้แล้วทำให้นึงย้อนไปถึงนัดชิง UEFA Champions League ฤดูกาล 1998/99
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชิงกับ บาเยิร์น มิวนิค
ปีศาจแดงชุดนั้นอยู่ในฟอร์มที่พีคสุดๆ
พวกเขาสามารถเอาชนะสโมสรใดก็ได้ในโลก
แต่แล้ว...ลูกยิงฟรีคิกของมาริโอ บาสเลอร์ ที่ทำให้เสือใต้ขึ้นนำตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่
ก็เกือบฝังพลพรรคปีศาจแดงคาสนาม Camp Nou ของบาร์เซโลน่า
เพราะเมื่อผ่าน 90 นาทีของเกม
สกอร์ยังคงเหมือนเมื่อนาทีที่ 6
จากนั้นชั่วอึดใจ
เท็ดดี้ เชอริงแฮมและโอเล่ กุนนาร์ โซลส์ชา
ก็ยิง 2 ประตูรวดในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ
ขโมยแชมป์มาจากอกของเสือใต้อย่างมหัศจรรย์ที่สุด
แล้วนั้น...เรียกว่าปาฏิหาริย์รึป่าว
อีกนัดที่จะลืมไม่ได้เลย
ลิเวอร์พูล ดวลกับ เอซี มิลาน ในนัดชิง UCL ปีที่แล้ว
การตกเป็นรอง 0-3 ต่อมิลาน ทีมที่ยังไม่เคยเสียประตูให้ใครถึงสามลูกในนัดเดียว
กำลังจะกลายเป็นความพ่ายแพ้ที่น่าอับอายของลิเวอร์พูล
แต่แฟนบอลทั่วโลกต้องตะลึง
ไปกับ 6 นาทีมหัศจรรย์ของหงส์แดง
เริ่มด้วยเจอร์ราร์ด ต่อด้วยสมิเซอร์ และปิดท้ายด้วยลูกซ้ำของซาบี อลองโซ
และต้องขอบคุณเจอร์ซี่ ดูเด็ค ในการดวลจุดโทษ
ทำให้ลิเวอร์พูลพลิกกลับมาชนะปีศาจแดงดำได้สำเร็จ
อันนี้...ก็ปาฏิหาริย์อีกแน่ๆ เลย
ถ้าทั้งหมดนี้ เรียกว่า ปาฏิหาริย์
เราจะลองมาดูส่วนผสมของปาฏิหาริย์กัน
ปาฏิหาริย์ = ความพยายาม(49%) + ความเชื่อมั่น(49%) + ดวง (2%)
ถ้านาทีที่ 90 ผู้เล่นแมนยูในปี 1999 กับผู้เล่นลิเวอร์พูลในปีนี้ คิดว่า
"ไม่ไหวๆ แพ้แหงๆ เลยเรา หาปี๊บมาคลุมหัวดีกว่า"
"บุกทั้งเกม ยังยิงไม่ได้เลย แล้วทดเวลาแค่นี้จะยิงได้ไง"
พวกเขาจะไม่มีวันได้สัมผัสกับความสำเร็จอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
หากการยิง 3 ประตู ใน 45 นาที ดูยากเกินความเป็นจริงสำหรับผู้เล่นลิเวอร์พูล
ตำแหน่งจ้าวยุโรปก็คงไม่คู่ควรกับพวกเขา
หลายคนท้อตั้งแต่ยังไม่เริ่มทำ
บางคนพยายามมานาน เลยเริ่มท้อ
ในชีวิตจริงความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นภายใน 90 นาที
คนที่ล้มเลิก ไม่มีทางรู้หรอก ว่าพวกเขาเข้าใกล้ความสำเร็จมากแค่ไหนแล้ว
ความสำเร็จรออยู่ตรงนั้น รอคนที่มุ่งมั่นมาคว้าไป 5月4日 เจออ่ะ ไม่รู้เคยอ่านกันรึยังถ้า A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z
มีค่าเท่า กับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26
แล้วจะพบ ว่า...... H+A+R+D+W+O+R+K = 8+1+18+4+23+15+18+11 = 98%
HARD WORK หรือ ทำงานหนัก มีค่าเท่ากับ 98 %
K+N+O+W+L+E+D+G+E = 11+14+15+23+12+5+4+7+5 = 96%
KNOWLEDGE หรือ ความรู้ มีค่าเท่ากับ 96 %
L+O+V+E = 12+15+22+5 = 54% LOVE หรือ ความรัก มีค่าเท่ากับ 54 %
L+U+C+K = 12+21+3+11 = 47%
LUCK หรือ โชค มีค่าเท่ากับ 47 %
Q : ไม่มีสิ่งใดที่มี ค่า 100 % เลยหรือ !!!
แล้วสิ่งใดที่มีค่าเท่ากับ 100 %
- ใช่เงินหรือ เปล่า ? ……............ไม่ใช่ !!!!!
- ความเป็นผู้นำหรือเปล่า ? ………ไม่ใช่ !!!!!
Q : แล้วอะไร ล่ะ ?
Ans : A+T+T+I+T+U+D+E = 1+20+20+9+20+21+4+5 = 100%
ATTITUDE หรือ ทัศนคติ นั่นเองที่มีค่าเท่ากับ 100 %
ท่านคิดเช่นนั้นหรือไม่ ทุกปัญหามีทางออก ...
บางทีแค่เพียงแต่เราเปลี่ยน "ทัศนคติ" ของเราเสียใหม่เท่านั้นเอง
มีเพียงแต่ "ทัศนคติ" ของเราเท่านั้น ที่จะเป็นตัวนำทางไปสู่ความสำเร็จในชีวิต 5月1日 รู้จักทีม Skyblues กันรึป่าว ถ้าไม่รู้จักจะเล่าให้ฟังนานมาแล้ว ณ สโมสรฟุตบอล Skyblues
สโมสรเล็กๆ และด้อยพัฒนา ทางตอนกลางของประเทศอังกฤษ
มีการคัดเลือกนักเตะชุดเยาวชนของสโมสร
หลังจากการคัดเลือก
เหล่าเด็กหนุ่มจะต้องฝึกฝนอย่างหนัก
เพื่อที่จะก้าวขึ้นไปเล่นในทีมชุดอายุต่ำกว่า 18 (U 18) ปีให้ได้
ในส่วนของขั้นตอนการฝึกนั้น
เนื่องจากสโมสรประสบปัญหาด้านการเงิน
ไม่สามารถจ้างผู้ฝึกสอนเก่งๆ มาสอนได้
จึงให้นักเตะจากทีมชุด U 18 มาสอนแทน
โทนี่ รุ่นพี่ผู้รักสโมสรยิ่งชีพ
คือผู้ที่จะทำหน้าที่ฝึกสอนตลอดระยะเวลา 3 เดือน
โทนี่สอนทฤษฎีแก่รุ่นน้องเป็นฉากๆ ราวกับอ่านจากตำรา
ใครทำได้ไม่ดี ไม่ถูกใจ โทนี่จะสั่งให้วิ่งรอบสนามเป็นการลงโทษ
เด็กหนุ่มต่างตั้งอกตั้งใจกับการฝึกฝนอย่างหนัก
เนื่องจากศรัทธาในคำสอนและความมุ่งมั่นของโทนี่
ในการฝึกอันเข้มข้น
มีหลายครั้งที่เด็กหนุ่มเลือดร้อนบางคนทะเลาะวิวาทกันเอง
ทำให้โทนี่ต้องลงโทษอย่างหนัก
เขาบอกว่าความสามัคคีคือหัวใจของเกมฟุตบอล
วันหนึ่ง ขณะกำลังฝึกกันอยู่ที่สนามซ้อมของสโสมร
เกิดลมพายุพัดกระหน่ำสนามซ้อมอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
เหล่าผู้ฝึกสอนของทีมชุดใหญ่ต่างวิ่งเก็บอุปกรณ์เพราะเกรงว่าจะสูญหาย
โทนี่รีบสั่งให้รุ่นน้องที่มัวแต่เดาะบอลให้ไปช่วยทันที
"สโมสรมีบุญคุณกับเรานะไอ้น้อง เราต้องตอบแทนสโมสรบ้าง"
2 สัปดาห์ต่อมา
มีการคัดเลือกเพื่อเลื่อนขั้นจากนักเตะชุด U18 ไปเป็นนักเตะชุดใหญ่ของสโมสร
และโทนี่คือหนึ่งในผู้เข้ารับการคัดเลือก
ดังนั้นรุ่นน้องชุดเยาวชนซึ่งไม่มีการฝึกจึงมาให้กำลังใจเขา
การคัดเลือกเริ่มที่ทักษะพื้นฐาน
การเดาะบอล การส่งบอล
ซึ่งเป็นสิ่งที่โทนี่สอนรุ่นน้องจนปากแทบจะฉีกถึงรูหู
เด็กหนุ่มจึงมั่นใจว่า ฮีโร่ของพวกเขาจะต้องสอบผ่านได้อย่างสบาย
แต่แล้ว...สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
โทนี่ไม่สามารถแสดงความสามารถออกมาให้รุ่นน้องที่ศรัทธาในตัวเขาเห็นได้
โทนี่เดาะบอลได้ไม่ถึง 10 ครั้ง และส่งบอลให้เพื่อนเหมือนกับแตะบอลหลบคู่ต่อสู้
หลังการทดสอบทักษะพื้นฐาน
จะเป็นการทดสอบการเล่นเป็นทีม
โทนี่ซึ่งในขณะนี้กำลังหงุดหงิดตัวเองอยู่
เกิดตบะแตกโวยใส่เพื่อนร่วมทีม
จนเพื่อนคนอื่นๆ ต้องมาจับแยกออกไป
เขาถูกตัดสิทธิ์ในการคัดเลือกครั้งนี้
ได้แต่ยืนอยู่ข้างสนาม ดูเพื่อนร่วมรุ่นทำการคัดเลือกต่อไป
จู่ๆ ฝนก็ตกลงมาราวกับฟ้ารั่ว
เจ้าหน้าที่สั่งยุติการคัดเลือก และรีบเก็บอุปกรณ์ต่างๆ
โทนี่ เดินหันหลังกลับไปอย่างไม่สนใจ
การฝึกของนักเตะเยาวชนในวันรุ่งขึ้น
โทนี่โดนกระหน่ำด้วยคำถามต่างๆ นานา
ถึงสิ่งที่เขาทำเมื่อวาน
ทั้งทักษะพื้นฐานฟุตบอลที่เขาพร่ำสอนรุ่นน้อง
แต่ตัวเขาเองกลับทำไม่ได้
ทั้งเรื่องความสามัคคีในหมู่เพื่อนฝูงที่เขาบอกว่าเป็นสิ่งสำคัญ
และการตอบแทนสโมสรบ้างเล็กๆ น้อยๆ
สิ่งเหล่านี้โทนี่ไม่ได้แสดงให้เหล่าเด็กหนุ่มเยาวชนเห็นเลยในการคัดเลือกเมื่อวาน
โทนี่สูดลมหายใจเข้าไปเต็มปอด
"คนที่มาสอนพวกเอ็ง ไม่จำเป็นจะต้องทำได้ตามที่สอนหรอก แค่เขาหวังดีก็พอแล้ว"
รุ่นน้องต่างพยักหน้าเข้าใจ และยืดถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมา
ณ วันนี้
สโมสร Skyblues หายไปจากบัญชีของสมาคมฟุตบอลอังกฤษแล้ว
น่าใจหายที่คำสอนดีๆ ที่สั่งสอนกันมารุ่นต่อรุ่น
ไม่สามารถทำให้สโมสรนี้พัฒนาได้เลย 4月24日 คณะภาษาต่างประเทศยอดนิยม...บ้ากันไปใหญ่แล้วผลการโหวตของเว็บเกี่ยวกับการศึกษาชื่อดัง
ระบุว่า
คณะภาษาต่างประเทศของมหาวิทยาลัยเรา
ได้รับคะแนนสูงสุด
ได้คะแนนชนะคณะภาษาต่างประเทศชื่อเดียวกันของอีกสถาบันหนึ่ง
ค่อนข้างมาก
ถึงแม้ว่าคณะที่ใช้ชื่อนี้จะมีเพียงสองที่ในประเทศ
และต่างก็อยู่ระดับหัวแถวด้วยกันทั้งคู่
แต่เรา...คนใน(คนที่เรียนคณะภาษาต่างประเทศ)
ย่อมรู้ดีว่า มันมีช่องว่างระหว่างกันอยู่
ณ วันที่เขียน
คะแนนห่างกันเกินสองร้อยคะแนน
จะดีใจมาก หากทุกคะแนนเกิดจากการโหวตของคนละคน
พูดง่ายๆ คือ คนเดียวโหวตครั้งเดียว
ถามว่า คนในคณะสามารถโหวตได้มั้ย
ก็น่าจะได้ ตามสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
แต่เชื่อเหลือเกินว่า
คะแนนที่ได้มาบางส่วน
เกิดจากผู้ที่รักสถาบันและรักคณะอย่างไม่ถูกวิธี
คือ โหวตมากกว่าหนึ่งครั้ง
ประเด็นมันอยู่ที่ว่า
แน่นอน...ทุกคนย่อมอยากให้คณะของตัวเองอยู่ที่หนึ่ง
แต่เราต้องยอมรับว่า
ตอนนี้ เรายังไม่สามารถไปถึงจุดสูงสุดนั้นได้จริงๆ
เมื่อผลการโหวตเป็นแบบนี้
ย่อมค้านสายตาของใครหลายๆ คน
ลองนึกดู
ถ้ามีคณะภาษาต่างประเทศ สถาบันโนเนม(Noname Institute)
โผล่ขึ้นมาอยู่หัวแถม
เราคงไม่เดือดร้อน
เพราะเราจะรู้ทันทีว่า เกิดการทุจริตขึ้น
เราคงเพียงแค่เอาเรื่องนั้นมานินทา
เป็นที่ขบขันในหมู่คณะ
ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน
ที่คะแนนของคณะเราชนะได้
ก็อาจเป็นเพราะว่า
นักศึกษา(นิสิต)ของอีกสถาบันนั้น
เค้าไม่มัวมาเสียเวลาทำเรื่องไร้สาระแบบเรา
เค้ารู้ดีว่าความเป็นจริงเป็นอย่างไร
และมันก็จะเป็นอย่างตัวอย่างข้างบน
ถ้าพูดกันตามความเป็นจริง
อันดับ 2 หรือ 3 ดูจะใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด
เชื่อว่าทุกคนคงรู้ดี
รู้ว่าทุกคนรักคณะ
แต่การทำแบบนี้ไม่ได้ทำให้เราดูดีขึ้นเลย
อับอาย...ขายหน้า 4月20日 Impossible is Nothingคนเราต้องการสิ่งตื่นเต้น แปลกใหม่ เสมอ
หรือจะเรียกง่ายๆ ว่า "ความท้าทาย" ก็ได้
โดยทั่วไปมันหมายถึง
เปิดตัว เปิดใจ รับรู้สิ่งใหม่ๆ
สิ่งที่ไม่เคยเห็น ไม่เคยทำ
เลยมีบางคน
ดั้นด้นไปขั้วโลกมั่ง
ปีนเขามั่ง
เสี่ยงตายมั่ง
สุดแล้วแต่จะสรรหา
แต่อีกแง่หนึ่ง ที่หลายๆ คนลืมไป
มันคือการเผชิญกับ
สิ่งที่ไม่อยากเห็น ไม่อยากทำ
หรือการเอาชนะตัวเองนั้นเอง
ไม่ต้องไปไหนไกล
มันอยู่กับตัวเราตลอดเวลา
นิยามอันหลังอาจเป็นสิ่งที่น้อยคนนักจะนึกถึง
และมักทำเป็นว่ามันไม่มีผลกับเรา
ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่เห็นเป็นอะไร
แล้วก็ตัดมันออกจากชีวิตไป
จบ
นั่นเป็นเพราะเรากลัวความผิดพลาด ความล้มเหลว
ถ้าทำได้ไม่ดีก็จะถูกเปรียบเทียบ
เลยตัดปัญหา...ไม่ทำดีกว่า
จริงๆ แล้วความคิดที่ว่า
แต่ละคนที่ความสามารถไม่เท่ากัน
ก็ถูกต้องดีอยู่แล้ว
แต่ก็ไม่ได้แปลว่า
คนโง่จะโง่อยู่อย่างนั้น
...
คนเราสามารถพัฒนาตัวเองได้
โดยมีข้อแม้ว่า
อย่ากลัวผิดพลาด อย่ากลัวล้ม
ในความเป็นจริง เราก็สามารถทำได้อย่างคนเก่งๆ
เพียงแต่เราอาจจะต้องล้มมากกว่า...เจ็บมากกว่า
ซึ่งมันก็ยุติธรรมดีแล้ว
หากมองย้อนกลับไปที่ความคิดข้างบน
เคยมีความคิดว่า
บางที...เราอาจจะทำมันไม่ได้จริงๆ
ชีวิตนี้คงทำไม่ได้แล้ว
ไม่ได้เกิดมาเพื่อทำสิ่งนี้
แต่เหตุการณ์บางเหตุการณ์
มันก็เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต
เปลี่ยนแง่มุมความคิด ความเชื่อ
การต้องเข้าครัวทำอาหาร
สำหรับบางคน มันง่ายที่สุดในโลก
ทอด...ลวก...ต้ม
มีอะไรง่ายกว่านี้อีกมั้ย
แต่มันก็เป็นสิ่งสุดท้ายในโลกที่บางคนจะทำเหมือนกัน
แต่ด้วยสถานการณ์ที่กดดัน
และไม่มีทางเลือกอื่น
ก็ต้องลองดู
และแล้วความคิดที่ว่า
"ไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้"
ก็เข้ามาครอบงำ
ยิ่งผิดพลาดเท่าไหร่ ยิ่งเห็นด้วยเท่านั้น
จนเดินมาถึงจุดที่ต้องตัดสินใจ
จะยอมแพ้ หรือจะลองฝ่าทางตัน
โชคดีเหลือเกิน ที่ ณ วันนั้น
เลือกอย่างหลังด้วยความจำเป็น
มันค่อนข้างโหดร้าย
และก็ไม่ได้หวังให้ใคร
เอาชนะตัวเองด้วยวิธีนี้
หลังจากวันนั้น
ความคิดเริ่มเปลี่ยนไป
เริ่มเชื่อว่า
คนเรา ทำอะไรก็ได้ ถ้าอยากทำ
และยอมเจ็บ...ยอมเหนื่อย
ต้องเหนื่อยมากกว่า...ต้องเจ็บมากกว่า
จนวันนี้
เหตุการณ์ที่ตอกย้ำความเชื่อนี้
ก็เกิดขึ้นอีก
ว่ายน้ำ...
"โอ๊ย ว่ายเป็นตั้งแต่เด็กแล้ว"
"ว่ายน้ำ จิ๊บๆ เลย"
มันก็จริง...
...
แต่มาวิ่งแข่งกันมั้ยล่ะ
ท้าทายตัวเองโดยไม่มีใครบังคับ
ไร้แรงกดดัน
แต่...มันก็ว่ายไม่ได้ซักที
ความคิดเดิมเริ่มกลับมา
"ชีวิตนี้คงว่ายไม่ได้แล้ว"
"ที่ผ่านมา เรื่องอื่น มันก็แค่ฟลุ้ค"
ต้องว่ายกับเด็ก...ใช้โฟมด้วย
เด็กมันยังไม่ใช้เลย
แต่ด้วยความเชื่อมั่นที่เหลืออยู่น้อยนิด
"ต้องทำได้ดิว้า"
"เค้าว่ายเป็นกันทั้งประเทศ"
บอกตัวเองว่า เราทำได้...เราทำได้
เหมือนเป็นมนตร์วิเศษ
อาจจะช้า อาจจะผิดไปบ้าง
ค่อยๆ กลับ ค่อยๆ แก้
สุดท้ายก็ไม่ยากเกินพยายาม
ถ้าต้องจะเอาชนะตัวเอง
เอาชนะความกลัว
ที่ยากกว่านี้
ก็เชื่อว่าทำได้
แต่ก็ต้องอาศัยความอดทน
และความคิดเชิงบวกมากขึ้นหลายเท่า
มันอยู่ที่ว่า
เราอดทนมากพอหรือยัง
เราล้มมากพอมั้ย
ก่อนที่เราจะเลิก
หากบางคนยังคิดว่า
"มันยากไป ทำไม่ได้หรอก"
"ลองหลายครั้งแล้ว ไม่ได้ซักที"
อาจจะเป็นเพราะว่า
...ยังล้มไม่พอ... 4月17日 คุยกะเป๊ก เพลง หรือแค่ขำขำ (อิอิ)คุยกะเป๊ก
เพลง หรือแค่ขำขำ (อิอิ)
เอามือข้างนึงจับมือฉันดูสิ ระหว่างที่พูดกัน
ไหนๆ มือเป็นไร เอามาดูซิ
เป็นมือที่เย็น เหงื่อซึม และเริ่มสั่น เธอเองรู้สึกไหม
เออ สั่นจิงๆ ด้วยวุ้ย เป็นไรอะ ไม่สบายเหรอ
บอกให้รู้ว่าฉันจริงจัง แต่ว่าฉันยังไม่ค่อยมั่นใจ
ดีๆ เป็นคนจิงจังอะดีแล้ว แต่ไม่มั่นใจไร
ที่ผ่านมานั่น เธอคิดกันแบบไหน ให้เป็นอะไรในใจเธอ
อืม ไม่รู้เหมือนกัน คิดก่อนนะ รอแป๊บ
ตกลงว่าเธอนั้นรักฉัน หรือมันแค่ขำ ขำ
เอ๊ะ บอกว่ารอแป๊บนึง เงียบๆ ด้วย คิดมะออก
ให้เป็นคนรักหรือเป็นแค่เพื่อนเธอ
รีบมากใช่มะ งั้นมีตัวเลือกมะ
ให้เป็นคนคุยไว้แก้เหงา ไว้กอดเมื่อตอนพบเจอ
โห ดีจัง เลือกแบบไหนก็ได้เหรอ
แบบไหน ยอมเป็นให้เธอ บอกทีว่าฉันเป็นใคร
อ้าว ชื่อเป๊ก มะใช่เหรอเราอะ สรุปจำชื่อตัวเองมะได้ใช่มะ
บางทีก็ดูว่าเธอเหมือนจริงจัง เราเป็นคนรักกัน
ก็ตามนั้นมะใช่เหรอ
บางทีก็ดูว่าเธอไม่จริงจัง หลอกๆกันเท่านั้น
ป่าวนะ ป่าวหลอก ไม่ต้องกลัวนะ
บอกให้รู้ว่าฉันยังกลัว
เอ๊ะ บอกไม่ต้องกลัวก็ไม่ต้องกลัวดิ เดี๋ยวปั๊ดเหนี่ยว
บอกให้รู้ว่าไม่ค่อยมั่นใจ
ไรเนี่ย ที่ผ่านมายังไม่มั่นใจกันอีกรึไง
ที่ผ่านมานั่น เธอคิดกันแบบไหน ให้เป็นอะไรในใจเธอ
ถามอีกละ เซ้าซี้จิงๆ 4月7日 Es ist mein Geburtstag.จะว่าไปเวลาหนึ่งปีมันก็ผ่านไปไวเหมือนกัน
ยังจำได้...
เมื่อปีที่แล้ว...
เพลงและเค้ก Happy Birthday จากคนแปลกหน้า
การตัดเค้กครั้งนั้น...ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
คิดแล้วก็ขำ...
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
ไม่ใช่เรื่องใหญ่ในชีวิต
วันนี้ อายุ 21 ปีบริบูรณ์
โตขึ้นกว่าเด็กชายคนที่นั่งร้องไห้คนเดียวที่อเมริกา 1 ปี
จากวันนั้น ถึงวันนี้
มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากมาย
รักตัวเองมากขึ้น
...จนบางครั้ง คล้ายกับเห็นแก่ตัว
หรือมันอาจจะเป็นแบบนั้นจริงๆ
หลายอย่างมันเป็นสิ่งที่ต้อง...
คิดเอง...
ทำเอง...
ตัดสินใจเอง...
นึกถึงวันนี้เมื่อปีที่แล้ว...
อเมริกาครั้งนั้น...ไม่สนุกหรอก
แต่มันมีอะไรมากกว่านั้น
ถ้าเราสามารถที่จะรับและตักตวงมันได้
ความลำบากที่เกิดขึ้น
ตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบแผ่นดินอเมริกา
จนถึงวันสุดท้าย
การเดินทางคนเดียว
รับผิดชอบตัวเอง
แก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ความกดดันจากคนรอบข้าง
และจากตัวเอง
จะเป็นยังไง
เมื่อต้องหันหลังให้คนไทยกลุ่มเดียวในอเมริกา
และหันหน้าให้กับความโดดเดี่ยวที่รออยู่
จะทำยังไงเมื่อคนที่จะมารับ...ไม่มา
จะทำยังไงถ้ารู้ว่าไม่มีที่พัก
จะรู้สึกยังไง...เมื่อตื่นมาแล้วรู้ว่านี่ไม่ใช่บ้าน...ไม่มีใคร
จะเลือกอะไรระหว่างงานที่ทำไม่ไหวกับงานที่ทำไม่เป็น
แล้วถ้าเลือกผิดล่ะ...จะทำยังไง
จะทำยังไงถ้ามีกระเป๋าหนัก 30 กิโล
พร้อมกับเงิน 3 พันเหรียญในกระเป๋า
แต่ไม่มีที่ซุกหัวนอนใน New York
และจะทำยังไง...
ถ้ารถบัสไม่มาตามเวลาที่กำหนด ในวันที่ต้องบินกลับเมืองไทย
สำหรับบางคน...มันคือวิกฤติชีวิต
แต่สำหรับเด็กผู้ชายคนนั้น...มันกลับเป็นโอกาสที่ล้ำค่า
กลัว ?...กลัวสิ
แต่จะขอให้ใครช่วยล่ะ
ปัญหามาแบบวันต่อวัน
แล้วจะขอให้ใครช่วยได้
บางครั้งเมื่อมีปัญหา
มันไม่ใช่ว่าเราจะแก้ปัญหาถูกวิธีหรือเปล่า
แต่มันอยู่ที่ว่าเรากล้าที่จะแก้ปัญหาหรือเปล่า
มันต้องทำอะไรซักอย่าง
ปัญหาของเด็กไทยคือกลัวความผิดพลาด
ต้องทำอย่างที่ถูกสอนมา อย่างที่เค้าบอกว่ามันถูก
แล้วถ้าไม่มีคำตอบที่ถูกให้เลือกล่ะ
...
นึกถึงคำพูดของพี่คนนึงที่อเมริกา
ตอนทำอาหาร เค้าบอกว่า
อย่าไปกลัว...ถ้าเราก้าวข้ามความกลัวได้
ถ้าเราหลุดจากความกลัวได้
ทุกอย่างมันจะง่ายเอง
และมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ
ต้องขอบคุณโครงการ Work and Travel in USA
ที่ส่งไปลำบากตรากตรำและโดดเดี่ยว
และขอบคุณอเมริกา
ที่ทำให้เจ็บแสนสาหัส
วันนี้แผลที่เกิดขึ้นหายไปแล้ว
พร้อมกับภูมิคุ้มกันชั้นดี Made in USA
เอาไว้ต่อสู้กับปัญหาในชีวิต
หวังว่าเพื่อนๆ ที่กำลังทำงานอยู่ที่อเมริกาตอนนี้
จะตักตวงเอาประสบการณ์อันมีค่า
มาประยุกต์ใช้กับชีวิตของตัวเอง
ขอให้ทุกคนเจ็บปวด...และเติบโต 4月5日 จะกลับบ้าน และจะไม่รับตำแหน่งเมื่อคืนก่อนนอน
นึกในใจว่าสบายและ
ตื่นสายได้...ไม่ต้องรีบ
ตอนเช้า...
ตั้งโทรศัพท์มือถือให้ปลุก 6.30
ตื่นจริง เกือบ 7 โมง
เริ่มคิดในใจ
แล้วมันจะทันมั้ยเนี่ย
ยิ่งสายรถก็ยิ่งติด
เลยรีบอาบน้ำแต่งตัว
และหอบผ้าหอบผ่อนเผ่นกลับบ้าน
ก่อนออกจากบ้านก็สำรวจก่อน
เจ้าของบ้านเค้าออกไปกันหมดยัง
จะได้ล็อกบ้าน
เอ...
เงียบๆ แฮะ
สงสัยไปหมดแล้ว
เดินไปดูประตูหลัง...
อ๊ะ มีคนล็อกแล้ว
ไปกันหมดแล้วชัวร์
เลยรีบคว้ากุญแจไปล็อกประตูหน้า
ล็อกเสร็จ หันไป
อ้าว...
รถยังอยู่นี่หว่า
ตัดฉากมาบนรถตู้...
ง่วงอะ
ทำไงดี...
งืมๆๆ
..........
อ้าว...
ที่ไหนวะเนี่ย
เย็นไว้พ่อหนุ่ม
ไงๆ มันก็สุดสายที่ The Mall
ไม่ต้องตกจาย
พักตรงนั้นไว้ก่อน
ตอนนี้หิวแล้ว
ไม่ถึงซักที
..........
อ๊ะ...
ถึงแล้วววว
วิ่งข้ามถนน ตรงไปเซเว่น
เสร็จแล้วก็ไปรอรถ
คราวนี้ไม่พลาด
1 2 6...126 เท่านั้น
ต่อให้มีป้านราม1 แต่ไม่ใช่ 126 ก็จะไม่ไป
ไม่เชื่อแล้วเว้ย...
ณ Sure Pass
ใกล้เวลาเรียนแล้ว(เหรอ)
เหลืออีก(ตั้ง) 50 นาที
เดี๋ยวอีกซัก 20 นาที ค่อยไปนั่งในห้องละกัน
พอเข้าห้อง เจอเพื่อน(เพิ่งรู้จักเมื่อวาน)
เลยคุยกันจนอาจารย์มา
วันนี้คนเยอะแฮะ
แต่ไม่เป็นไร
ของงี้ไม่เกี่ยวกับจำนวน
ใครพูดใครได้เว้ย
จริงๆ อยากจะเล่าที่อาจารย์สอนนะ
แต่มันไม่มีอะไรอ่ะ
ก็แบบ
Request, Offer, Introduce, Suggest, etc.
แต่อาจารย์แกก็เตือนตลอดว่า
ต้องใช้คำพูดที่สุภาพที่สุดเท่านั้น
ส่วนเรื่องใหม่ที่รู้วันนี้ก็คือ...
ที่มาของคำว่า "OK"
OK เกิดในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1
พอรบกันเสร็จในแต่ละวัน
กลับมาที่ฐาน
เค้าก็จะต้องถามไถ่กันแบบลูกผู้ชายว่า
"วันนี้ตายเท่าไหร่อ่ะ"
ถ้าบังเอิ๊ญญญญญ...วันนี้นไม่มีใครตาย
เค้าก็จะตอบสั้นๆ เพราะความเหนื่อยล้าว่า
OK (ทำมือท่าโอเคด้วยนะ)
ซึ่งมันย่อมาจาก "0 Killed"
หรือแปลอย่างสละสลวยว่า
"ศูนย์คนโดนฆ่า"
หลังสงคราม
พอได้กลับบ้าน
เลยเอามาใช้กันจนติดปาก
* แหล่งที่มา อาจารย์แมท ณ Sure Pass (แกคอนเฟิร์มนะ)
ว่าแล้วก็หมดเวลา
กลับบ้านๆๆ
มาที่ The Mall
เดินไปท่ารถตู้
มองๆ อยู่ซักพัก
ไม่เห็นมีรถไปหมอชิตเลย
เดี๋ยว...ต้องถามเพื่อความแน่ใจ
อืมๆ ไม่มีจริงๆ ด้วย
อ้าว...ทำไงละที่นี้
แบกของมาแล้ว
โทรถามเพื่อนเก่า (คนเมื่อวาน)
ได้ความว่าต้องรอรถเมล์แถวนั้น
และบอกเลขเด็ดมาว่า 1...4...5
แต่รอแล้วรอเล่า
มันก็ยังไม่มา
เอ๊ะ...คันนี้ดูดีมีสง่า ท่าทางจะไปหมอชิต
...ขึ้นดีกว่า
แม้ว่าจะไม่คุ้นทาง
แต่สุดท้ายก็มาถึงจนได้
หิวอีก เข้าเซเว่น (อีกและ)
เสร็จสับก็ไปซื้อตั๋ว
โชคดีมาก อีก 10 นาทีรถออก
ไม่ต้องรอนาน สบายจาย
รถออกซักพัก
อิ่มแล้วนี่ แอร์ก็เย็น
หลับดีกว่า...
พอมาถึง บขส สิงห์บุรี
วิ่งแจ้นไปเซเว่น
ไปซื้อเน็ตของ e-Go
ถามคนขาย
"มีเน็ตของ e-Go มั้ยคับ"
คนขายบอกมี
หาซักพัก...
"ขอโทษคับ หมดแล้ว"
"เมื่อวานยังมีอยู่เลยตั้ง 4 อัน"
..........
ไม่เป็นไร ไปซื้อแถมบ้านก็ได้งั้น
กลับมาบ้าน
ใช้เน็ตมหาลัยก่อนก็ได้
เล่นไปเล่นมา
ไปดูทีวีดีกว่า
อ้าว...ทักษิณประกาศไม่รับตำแหน่งนายก
ไปๆ มาๆ ก็คือว่า ไม่เกี่ยวกับลาออกอยู่ดี
ถือว่ายังไม่ meet demand
แต่ไม่เป็นไร ช่างมัน
ที่สำคัญ
คืนนี้ดูบอลดีกว่า
อ้าว...บอลจะมาแล้ว
ไปดูดีกว่า
อ่อ...
ลืมบอกไป
"I'm a real Lyon fan."
พูดแบบพวกนักเตะที่เพิ่งย้ายทีมใหม่ๆ
ทำปากหวานไปงั้น... 4月3日 My First Day @ Sure Passหลังจากฟังการ brief แผนการเดินทางเรียบร้อยเมื่อคืน
รุ่งเช้า...เช้าจริงๆ
ตี 5 ครึ่งได้มั้ง
อาบน้ำแต่งตัวเสร็จ จนออกไปรอรถก็ประมาณ 6 โมง 15
ฝนตกซะงั้น
แต่โชคดีที่รถตู้มาไว
เลยไม่ค่อยเปียก
พอรถตู้มาถึงที่ The Mall
ก็ทำตามแผน
เดินข้ามถนนไปอีกฝั่งนึง
เค้าบอกว่าคันไหนก็ผ่านหน้ารามทั้งนั้น
แต่...
ไม่เชื่อหรอก
อย่างน้อยก็ต้องดูก่อนอะ ว่าป้ายมันว่าไง
นี่ๆ คันนี้มีเขียนว่าราม1 ด้วย
เลขรถก็สวย 150 เลขเดียวกับรหัสนักศึกษาเลย
เอาคันนี้ละกัน
นั่งไปก็ดูทางไป
เอ...
ทำไมมันไม่เลี้ยวหว่า
เอ๊ะ...
มันจะไปไหนของมันละเนี่ย
ว่าแล้วก็ต้องไปเจรจากับกระเป๋ารถเมล์ให้รู้เรื่อง
ก็ได้ความว่า...
กำลังจะไปปากเกร็ดค่ะ
เดี๋ยวคุณลงป้ายหน้า แล้วขึ้นสาย 115 ไปนะ
เลยต้องรีบพาตัวเองลงมาโดยไว
สุดท้ายก็ไปถึงที่เรียนอย่างปลอดภัย
และทันเวลา...ทันซะยิ่งกว่าทันซะอีก
ไปถึงตอน 8 โมง
เรียนตอน 10 โมง
เอาไงดี...
ไปเซเว่นดีกว่า
หาไรกิน
ซื้อ Soccer มาอ่านด้วยดีกว่า...ฆ่าเวลา
และแล้วเวลาก็ผ่านไปช้าเหมือนโกหก
พอ 9 โมงครึ่ง
ตัดสินใจ ไปนั่งรอในห้องเรียนดีกว่า
พอเข้าไปซักพัก
ตกใจ...
เค้าพูดภาษาอังกฤษกัน
ทั้งๆ ที่ยังไม่เริ่มเรียน
งงวุ้ย
แต่ใจเย็นไว้
วางฟอร์มไปก่อน
ดูก่อนว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
พออาจารย์เข้ามา
ก็เริ่มเลย
อาจารย์พูดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง
เรื่องนี้ไม่มีข้อมูล...เงียบดีกว่า
แล้วอยู่ๆ แกก็ถามว่า เมื่อคืน West Ham เป็นไง
โอ้ Soccer เมื่อเช้าช่วยชีวิต
เลยตอบไปเป็นประโยคที่สมบูรณ์ที่สุดว่า
"Draw"
อิอิ
ว่าแล้วก็เริ่มเรียนจริงๆ จังๆ ซะที
แกก็เอา Tongue Twisters มาหาอ่านเหมือนเดิม
แต่ไม่ได้ให้อ่านโชว์
กะจะอ่านอันที่เคยอ่านโชว์ซะหน่อย
จากนั้นก็เริ่มให้มีถามคนในห้องตามหัวข้อที่กำหนดให้
และแล้ว...
ความจริงก็เปิดเผย
ที่เค้าพูดอังกฤษกันก็เพราะ
หนึ่งในนั้นพูดไทยไม่ได้
อิอิ
วันนี้มีกราวน์ของ Aire France มาเรียนด้วย
ตื่นเต้นๆ
แต่...
ภาษาฝรั่งเศสของเค้าอาจจะดีมั้ง(ไม่รู้อะนะ)
แต่ภาษาอังกฤษ เท่าที่ได้ฟังนี่
ก็...
ไม่น่าเชื่อว่าเป็นกราวน์(พูดแรงไปป่าวเพ่)
ไม่รู้อะ หรือว่าจะซุ่มก็ไม่รู้
หลังจากนั้นก็ไม่ค่อยมีอะไรมาก
ขำๆ
ง่ายๆ
และแล้วก็หมดเวลา
เย้ๆๆ
กลับบ้านดีกว่า
แต่เดี๋ยว...
ต้องโทรจิกเพื่อนที่เรียนรามให้พาไปส่ง
อิอิ...มีเพื่อนดีก็งี้
ให้ไปส่งถึง The Mall เลย
แล้วก็นั่งรถตู้กลับมาด้วยอาการง่วงเหงาหาวนอน
ว่าแล้วก็มาถึงหน้าหมู่บ้าน
ทำไงดีอะ
ไม่ได้ซื้อขนมมากินเลย
แต่ไม่เป็นไร
เมื่อวานแอบเห็นมีร้านขายของเล็กอยู่ในหมู่บ้าน
รอดตายและ
เลยไปซื้อเป๊ปซี่ขวดนึงกับเลย์หนึ่งถุงใหญ่
หวังว่าจะพอประทังชีวิตให้อยู่รอดปลอดภัยจนถึงเย็นได้
สำคัญ...
คนขายน่ารักด้วย...อิอิ
ไม่รู้จะเล่าไรและ
จบดีกว่า... |
|
|